เมื่อนักศึกษาหยุดแค่เลื่อนหน้าจอ แล้วลงมือแก้ปัญหา: นักศึกษา IRGA ร่วมถกปัญหาสังคมในเวิร์กช็อปสุดเข้มข้น
จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นได้ลุกขึ้นพูด และท้าทายให้พวกเขาก้าวข้ามจากการ "รับรู้" ไปสู่การ "ลงมือทำ"? คำตอบนั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในเวิร์กช็อปสุดทรงพลังที่นำโดย Ms. Piyanut Kotsan นักยุทธศาสตร์ด้านสิทธิมนุษยชนและผู้อำนวยความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และ Ms. Saksini Emasiri ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีส่วนร่วมของเยาวชน
เวิร์กช็อปในหัวข้อ "From Global Crisis to People Power: Defending Freedom, Climate Justice, and Human Rights in a Divided World" จัดขึ้นเป็นหนึ่งในกิจกรรมของเทศกาล IRGA Festival 2026 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ณ ห้อง Charinyarasami Hall โดยสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนั้นไม่ใช่เพียงการบรรยายทางวิชาการทั่วไป แต่เป็นเสมือนเสียงเรียกร้องให้ลุกขึ้นสู้ และนักศึกษาต่างตอบรับด้วยความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ และความกระหายอยากเปลี่ยนแปลงโลกอย่างแท้จริง
ละลายพฤติกรรม สร้างสะพานเชื่อมใจ หลังจาก Ms. Saksini นำนักศึกษาสาขา International Relations and Global Affairs (IRGA) ทำกิจกรรม ice-breaker แล้ว Ms. Piyanut ก็เปิดการสนทนาด้วยคำถามที่ดูเรียบง่าย แต่ลึกซึ้งยิ่งนัก: "คุณคิดว่าปัญหาสังคมใดที่ต้องได้รับการแก้ไข?"
บรรยากาศในห้องที่เงียบสงบในช่วงแรก ค่อย ๆ คึกคักขึ้นด้วยเสียงถกเถียงอย่างจริงจัง
นักศึกษาคนหนึ่งเปิดใจพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ชนบทของไทย ซึ่งความยากจนพรากสิทธิ์ในการเรียนรู้ไปจากเด็ก ๆ สิทธิที่ตัวเขาและเพื่อน ๆ ได้รับมาโดยไม่เคยต้องต่อสู้ เขากล่าวว่า "ผมคิดถึงปัญหานี้เสมอ เพราะมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผมมีอยู่ เด็กเหล่านั้นแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเลย" กลุ่มของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่เสนอแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบท และการรณรงค์ระดมทุนโดยนักศึกษาเพื่อจัดหาหนังสือและอุปกรณ์การเรียน
อีกกลุ่มหนึ่งหยิบยกประเด็นความไม่เท่าเทียมทางเพศขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเรียกร้องให้มีการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม กระบวนการจ้างงานที่ไม่เลือกปฏิบัติ และการเพิ่มสัดส่วนของผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารองค์กร ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังวางแผนจัดงานเผยแพร่ข้อมูลริมทะเลสาบอันสวยงามของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเปลี่ยนการ "รับรู้" ให้กลายเป็น "การขับเคลื่อน" ท่ามกลางพื้นที่ที่นักศึกษามาพบปะพูดคุยกัน
การสนทนาขยายวงกว้างและเข้มข้นยิ่งขึ้น นักศึกษาพูดถึงการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์และความเสี่ยงที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด นักศึกษาจากมาเลเซียพูดอย่างตรงไปตรงมาถึงปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและความไม่เท่าเทียม ซึ่งเป็นปัญหาที่ข้ามพรมแดน ส่งผลกระทบทั้งในบ้านเกิดของเขาและในประเทศไทย เสียงอื่น ๆ ยังสะท้อนถึงความขัดแย้งตามแนวชายแดน การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก และบาดแผลทางจิตใจที่เกิดจากการคุกคามทางเพศ
จากการตระหนักรู้ สู่การลงมือทำ
Ms. Piyanut และ Ms. Saksini ไม่ปล่อยให้พลังงานในห้องสลายตัวไปกับความกังวลที่ยังคลุมเครือ พวกเธอดึงการสนทนากลับมาสู่ความจริงพื้นฐาน: สิทธิมนุษยชนเป็นของทุกคนและต้องได้รับการปกป้อง แต่การปกป้องนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคประชาสังคม องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
หลังจากแต่ละกลุ่มมีเวลาถกเถียงในประเด็นของตน พวกเขาก็ออกมานำเสนอข้อค้นพบและแนวทางแก้ไข ทำให้เวิร์กช็อปกลายเป็นพื้นที่จำลองของการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยและการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างแท้จริง
Ms. Piyanut กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า "ฉันภูมิใจในนักศึกษารุ่นนี้มาก พวกเขาตระหนักถึงปัญหาสังคมได้อย่างลึกซึ้งมาก"
และสารที่ทรงพลังที่สุดในวันนั้นมาจากปากของนักศึกษาเองต่างหาก
นักศึกษา IRGA ชั้นปีที่ 1 จากเนปาล ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเวิร์กช็อป กล่าวถึงความรับผิดชอบของคนรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจนว่า "ในฐานะคนหนุ่มสาว เราสามารถเรียนรู้และส่งต่อความรู้เกี่ยวกับปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อพวกเราให้แก่ผู้อื่นได้ ขณะเดียวกัน เราควรเริ่มต้นด้วยการต่อต้าน microaggression อย่างจริงจัง"
เพื่อนนักศึกษาอีกคนที่ร่วมทำหน้าที่ผู้ช่วยเวิร์กช็อป ซึ่งเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เช่นกัน ได้ยกระดับประเด็นนี้ขึ้นสู่เวทีโลกว่า "ในโลกที่วุ่นวายขึ้นทุกวัน ในฐานะพลเมืองโลกรุ่นใหม่ เราสามารถสร้างบทสนทนา แบ่งปันเรื่องราวและความคิด รวมถึงให้ความรู้แก่ผู้คนได้" นี่ไม่ใช่คำพูดที่ซักซ้อมมา แต่คือถ้อยแถลงแห่งเจตนารมณ์จากคนรุ่นใหม่ที่ปฏิเสธจะรับมรดกแห่งปัญหาโดยไม่เรียกร้องหาทางออก
นักศึกษาในเวิร์กช็อปวันนั้นไม่ได้เพียงแค่ระบุปัญหา แต่พวกเขาอาสารับผิดชอบในการแก้ไข พวกเขาตระหนักถึงสิทธิพิเศษที่ตนมี และเลือกที่จะแบกรับความรับผิดชอบ พวกเขาเข้าใจว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่อุดมคติที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่คือการต่อสู้ที่เกิดขึ้นทุกวัน ในห้องเรียน ในห้องประชุม ตามแนวชายแดน และในทุกพื้นที่ของชีวิต
คำถามที่แท้จริงในตอนนี้จึงไม่ใช่ว่า "คนรุ่นใหม่ใส่ใจหรือเปล่า" แต่คือ "พวกเรา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สถาบัน บริษัท หรือภาคประชาสังคม พร้อมแล้วหรือยังที่จะรับฟัง สนับสนุน และเดินหน้าไปพร้อมกับพวกเขา"






